Make your own free website on Tripod.com
Buddhist Study จากพระไตรปิฎก: พระเจ้าปายาสิผู้ไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า  
home
ปัญหาถาม-ตอบ
หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎก
ถาม-ตอบจากหนังสือ
อ่านหนังสือธรรมะ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(ปายาสิราธัญญสูตร   ทีฆนิกาย มหาวรรค)

คราวหนึ่ง   พระกุมารกัสสป   สาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า   จาริกไปในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ลุถึงเสตัพยนคร ซึ่งเจ้าผู้ครองนคร  พระนามว่า   ปายาสิ   ทรงมีความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี  สัตว์   โอปปาติกะ (เช่น เทพ เป็นต้น) ไม่มี   ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี   เป็นต้น

ชาวเสตัพยนครทราบว่า   พระกุมารกัสสป   ผู้ซึ่งเป็นพระอรหันต์ มาพักอยู่ที่ป่าไม้สีเสียด   จึงพากันไปหา
พระเจ้าปายาสิทรงทราบเรื่องนี้   จึงเสด็จไปด้วย และแสดงความคิดเห็นเรื่องโลกหน้า   ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วเป็นต้น ว่าไม่มี

ต่อไปนี้เป๊นบทย่อของคำสนทนาของท่านทั้งสอง   โดยจะใช้อักษรย่อ ป. แทนพระเจ้าปายาสิ และอักษร ก. แทนพระกุมารกัสสป

1.   ป.   โลกหน้าไม่มี   สัตว์โอปปาติกะ ไม่มี    ผลแห่งกรรมดี กรรมชั่ว ไม่มี
      ก.   ดวงจันทร์   ดวงอาทิตย์  อยู่ในโลกนี้ หรือโลกอื่นมิใช่โลกนี้

2.   ป.   เมื่อมิตร  อำมาตย์   หรือญาติสาโลหิตของข้าพเจ้าป่วยหนักจวนตาย    ข้าพเจ้าขอร้องว่า   เมื่อตายแล้ว   ถ้าไปเกิดที่ใด ให้กลับมาบอกด้วย    แต่ไม่มีใครกลับมาบอกเลย
      ก.    คนทำชั่วแล้วถูกจับขังคุก   เขาจะออกมาบอกญาติพี่น้องได้หรือไม่    คนที่ตายไปแล้วไปตกนรกเป็นต้น   ก็ไม่อาจมาบอกได้เช่นกัน    ส่วนคนที่ทำดี   ตายแล้วไปสวรรค์   เวลาในสวรรค์เพียงครู่เดียวก็เท่ากับเวลาในมนุษย์หลายสิบปี   เพราะร้อยปีในมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์    เทวดาที่ไปเกิดใหม่คิดว่าอีก 2-3 วันจะไปบอกญาติพี่น้อง   ท่านเหล่านั้นก็ตายหมดแล้ว

3.   ป.    ใครบอกความข้อนี้แก่ท่านพระกุมารกัสสป
      ก.    เปรียบเหมือนคนที่ตาบอดแต่กำเนิด   ย่อมไม่เห็นสีเขียว  เหลือง   แดง เป็นต้น    ไม่เห็นดวงจันทร์   ดวงอาทิตย์   แม้สิ่งเหล่านั้นจะมีอยู่ก็ตามฉันใด   พระเจ้าปายาสิก็ฉันนั้น
อันที่จริง   สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนได้ทิพยจักษุ   เห็นโลกหน้า   เห็นสัตว์โอปปาติกะก็มีอยู่    สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็บอกอยู่ว่าโลกหน้ามี   สัตว์โอปปาติกะมี    แต่พระเจ้าปายาสิก็หาเชื่อไม่   เหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด   เมื่อสีต่างๆมีอยู่   ผู้ชี้ให้ดูสีก็มีอยู่แต่หาเห็นไม่

4.   ป.    ข้าพเจ้าเห็นสมณพราหมณ์บางพวกมีศีลดี   มีธรรมงาม    ถ้าโลกหน้ามีจริง   ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริง   เขาย่อมไปบังเกิดในสุคติสวรรค์   สบายกว่าที่จะอยู่เป็นมนุษย์    ทำไมเขาจึงไม่ทำลายชีวิติเสีย
      ก.    สมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม   ย่อมไม่ชิงสุกก่อนห่าม    ชีวิตของท่านยิ่งอยู่นานก็ยิ่งได้บุญมาก   และก่อให้เกิดบุญแก่ผู้อื่นด้วย   ท่านอยู่เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก   
ผู้มีปัญญาย่อมแสวงหาโลกหน้าด้วยวิธีที่แยบคาย   

5.   ป.    ข้าพเจ้าเคยให้เอาโจรผู้ที่จะต้องถูกประหารชีวิต    มาทดลองโดยให้เอาใส่หม้อทั้งเป็น   เอาหนังรัด  เอาดินเหนียวพอก   แล้วตั้งไฟ    พอรู้เขาคงตายแล้ว   ก็กะเทาะดินออก   แก้ดูออกก็ไม่เห๊นชีวะของเขาเลย (คือไม่เห็นวิญญาณของเขาออกไปจากร่าง   เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าตายแล้วสูญ)
      ก.    คนนอนหลับกลางวัน   แม้มีคนอื่นเฝ้าอยู่   ผู้หลับฝันถึงอะไรต่างๆก็หามีใครเห็นชีวะหรือวิญญาณของเขาไม่    แม้คนเป็นๆอยู่ยังไม่เห็น   จะเห็นวิญญาณของคนที่ตายแล้วได้อย่างไร

6.   ป.    ข้าพเจ้าจับโจรได้แล้ว   ลองให้ชั่งนํ้าหนักดู   รู้นํ้าหนักแล้วให้เอาเชือกรัดคอจนตาย   แล้วให้ชั่งนํ้าหนักดูอีก   เมื่อตายแล้วนํ้าหนักกลับมากกว่า    แสดงว่าไม่มีอะไรออกจากตัวเขาไปเลย
       ก.    เหล็กที่ร้อนนํ้าหนักเบากว่าเหล็กที่เย็น ฉันใด  มนุษย์ก็ฉันนั้น   เมื่อยังมีไออุ่น ยังมีอายุ ยังมีวิญญาณ  ก็เบากว่า อ่อนกว่าเมื่อไม่มีอายุ ไม่มีไออุ่น และไม่มีวิญญาณ

7.   ป.    เคยให้ฆ่าโจรโดยมิให้ผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูกชอกชํ้า    เมื่อเขาจวนตายได้ผลักให้นอนหงาย   นอนตะแคง  ควํ่าหน้า ฯลฯ   เพื่อว่าจะได้เห็นชีวะของเขาออกจากร่างบ้าง ก็ไม่เห็น
      ก.   ชายคนหนึ่ง   เป่าสังข์เสียงไพเราะ   ชาวบ้านมามุงดูกัน   เขาก็หยุดเป่า วางสังข์ไว้กับพื้น    ชาวบ้านถามว่าเป็นเสียงอะไร   เขาบอกว่าเป็นเสียงสังข์   ชาวบ้านจึงจับสังข์ให้หงายแล้วบอกให้เปล่งเสียง   สังข์ก็เงียบ    จับสังข์ควํ่าให้ตะแคง   เอาไม้เคาะ  เอามือทุบ   ทำอย่างไรๆสังข์ก็ไม่เปล่งเสียง   เพราะทำไม่ถูกวิธี  
ข้อนี้ฉันใด  พระเจ้าปายาสิ ก็เหมือนชาวบ้านที่ไม่รู้วิธีให้สังข์เปล่งเสียงนั่นแหละ   ทรงแสวงหาโลกหน้าโดยวิธีอันไม่ถูกต้อง

8.   ป.   เคยให้เชือดผิวหนัง   เชือดเนื้อ  ตัดเอ็น  กระดูก   เยื่อในกระดูกของโจรเพื่อจะหาวิญญาณ   แต่ก็หาพบสิ่งใดไม่    ด้วยเหตุนี้  จึงเชื่อว่า   วิญญาณไม่มี
      ก.    การกระทำของพระเจ้าปายาสิ เหมือนเด็กที่ใช้ไม้สีไฟไม่เป็น   ทำอย่างไรๆก็หาทำให้ไฟติดขึ้นไม่  

พระเจ้าปายาสิจำนนด้วยเหตุผลของพระกุมารกัสสป ไม่อาจหาอะไรมาแย้งได้อีก    แต่ก็ตรัสว่า   ใครๆก็รู้กันหมดแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระราชาอื่นๆก็ทรงรู้ว่า พระเจ้าปายาสิมีความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี      เพราะฉะนั้น   พระองค์จะต้องถือทิฐิอันนี้ต่อไป   ถ้าละทิฐิอันนี้เสีย   คนทั้งหลายก็จะเยาะเย้ยว่าเป็นคนเขลา

พระกุมารกัสสปขอร้องให้พระเจ้าปายาสิ ทรงละทิฐินั้นเสีย   เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเลย   นอกจากพระองค์เองจะต้องประสบความเสื่อมแล้ว   ยังทำให้ผู้ดำเนินตามประสบความพินาศด้วย   ได้นำอุปมา 4 ข้อมาชี้แจงถวาย   ดังนี้

1.   นายกองเกวียน 2 คน   คุมเกวียนคนละ 500 เล่มไปค้าขาย    คิดว่าถ้าไปพร้อมกันจะลำบากด้วยหญ้า นํ้า เป็นต้น   จึงตกลงไปคนละคราว    นายกองเกวียนที่ไปก่อน   ถูกหลอกให้ทิ้งหญ้าและนํ้าเสียกลางทาง   บอกว่าเพื่อให้เกวียนเบาและไปถึงเร็ว โคก็จะได้ไม่หนัก   ข้าวหน้ามีหญ้าและนํ้าสมบูรณ์ ฝนตกหนัก    นายกองเกวียนเชื่อตามเขา   จึงให้ทิ้งหญ้าและนํ้าหมด    เดินทางไปเท่าไรก็ไม่พบหญ้าและนํ้า   พากันตายหมด   เป๊นเหยื่อของยักษ์    นี่ก็เพราะผู้นําโง่เขลา   พาลูกน้องไปพินาศ    ส่วนนายกองเกวียนคนที่ไปทีหลัง ไม่เชื่อคำหลอกลวง  จึงปลอดภัย

2.   ชายคนหนึ่งเลี้ยงหมู   วันหนึ่งเดินทางไปหมู่บ้านอื่น   เห็นขี้หมูแห้งเกลื่อนกลาดอยู่ที่ลานบ้าน   จึงคิดว่า   นี่คืออาหารหมูของเรา   จึงเอาผ้าห่อขี้หมูแล้วทูนเหนือศีรษะเดินกลับบ้าน    ระหว่างทางฝนตก   นํ้าขี้หมูไหลลงมาเปื้อนเปรอะไปทั่วตัว    คนทั้งหลายเห็นว่า   ชายคนนี้บ้า  แบกขี้หมูอยู่    เขากลับว่าคนอื่นบ้าที่ไม่รู้จักอาหารหมู

3.   ชาย 2 คนเล่นสกากัน   คนหนึ่งชอบเอาสกาอมไว้ในปากบ่อยๆเป็นทำนองขี้โกง    ต่อมาอีกคนหนึ่งขอลูกสกามาไว้ที่ตนชั่วคราว แอบเอาสกาทายาพิษเมื่อเล่นกันอีก คนที่ชอบอมสกาก็ถึงตายเพราะยาพิษ

4.   ชาย 2 คนเดินทางออกจากบ้านไปที่อื่น   ได้พบสิ่งของต่างๆมากมาย เช่น   เชือกป่าน  ด้าย   ผ้าเปลือกไม้  ผ้าฝ้าย   เหล็ก  โลหะ  ดีบุก  ตะกั่ว   เงิน  และทองโดยลำดับ    คนหนึ่งได้เชือกป่านแล้วพอใจ   เมื่อพบของที่ดีกว่าก็ไม่ยอมทิ้งป่าน   เพราะถือว่าผูกมัดไว้ดีแล้ว ถือมานานแล้ว    ส่วนอีกคนหนึ่ง   เมื่อเมื่อเห็นสิ่งที่ดีกว่าก็ทิ้งของเก่า   ถือเอาของใหม่ที่ดีกว่า   มีราคามากกว่า    เมื่อกลับถึงบ้าน คนหนึ่งได้แต่ป่านมา   ไม่เป็นที่ชื่นชมยินดีของบุตรและภรรยา    ส่วนอีกคนหนึ่งได้ทองไปมาก   เป็นที่ชื่นขมยินดีของบุตรและภรรยา

ในที่สุดพระเจ้าปายาสิก็ยอมละทิฐิที่ไม่ดีเสีย    เลื่อมใสพระกุมารกัสสป   ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสกตลอดชีวิต    ตรัสถามถึงวิธีบูชายัญ    พระกุมารกัสสปแนะนำว่า   ถ้าจะบูชายัญ   อย่าใช้ชีวิตสัตว์บูชาเพราะเป็นบาปเป็นโทษ   เหมือนหว่านข้าวที่ไม่ดีลงในนาที่ไม่ดีและฝนก็ไม่ตก    ควรบูชายัญด้วยการบริจาคทานให้ผู้รับที่มีศีลธรรม   ย่อมจะมีผลมาก   มีอานิสงส์ไพศาล   เหมือนหว่านพืชพันธุ์ดีลงในนาดีฉะนั้น

หลังจากนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว   พระเจ้าปายาสิก็ทรงเริ่มบำเพ็ญทาน   แต่ของที่ทรงให้นั้นเป็นของเลวๆ    มาณพคนหนึ่งชื่ออุตตระเป้นเจ้าหน้าที่ในทานนั้น   ทำไปอธิษฐานไปว่า   ชาติหน้าขออย่าได้เจอ   อย่าได้อยู่ร่วมกับพระเจ้าปายาสิอีกเลย    พระเจ้าปายาสิทรงทราบเรื่องนี้   จึงทรงรับสั่งให้ให้ทานด้วยของอย่างเดียวกับที่ทรงใช้สอยเอง   อุตตรมาณพนั้นให้ทานด้วยความเต็มใจ   ให้ด้วยความเคารพ

เมื่อสิ้นชีพแล้ว   อุตตรมาณพไปเกิดเป็นเทพชั้นดาวดึงส์    ส่วนพระเจ้าปายาสิไปเกิดในหมู่เทพชั้นจาตุมหาราช (ตํ่ากว่าชั้นดาวดึงส์) ในเสรีสกวิมานอันว่างเปล่า   เพราะให้ทานอย่างไม่เคารพ ให้ของเลว

 

หมายเหตุ:  คัดลอก/ย่อความ จาก "พระไตรปิฎกสำหรับเยาวชน"   

 

home      ปัญหาถาม-ตอบ       หนังสือธรรมะ

พระไตรปิฎก     ถาม-ตอบจากหนังสือ   อ่านหนังสือธรรมะ


               14/03/01        

Click Here!